วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


วิธีระบบ

นักการศึกษาเชื่อว่าการนำเอาวิธีระบบมาใช้เป็นแนวในการดำเนินงานใด ๆ จะช่วยให้การดำเนินงานนั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ  วิธีระบบเป็นกระบวนการคิดและการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเป็นลำดับ  ช่วยป้องกันและแก้ไขข้อผิดพลาดและสามารถตรวจสอบการทำงานได้ทุกขั้นตอน


ความหมายของวิธีระบบ
เปรื่อง  กุมุท (2518 : 1) ได้ให้นิยามไว้ว่า เป็นภาพรวมของโครงสร้างหรือขบวนการอย่างหนึ่งที่มีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ที่รวมกันอยู่ในโครงสร้างหรือขบวนการนั้น 
ชัยยงค์  พรหมวงศ์ (2520 : 322) ได้อธิบายความหมายคำว่า  “ระบบ”ไว้ว่า เป็นผลรวมของหน่วยย่อยซึ่งทำงานเป็นอิสระจากกัน  แต่มีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้  เช่นระบบการศึกษาจะมีองค์ประกอบเป็นหน่วยย่อยลงไปคือการเรียนการสอน  การจัดการบริหาร  อาคารสถานที่และเครื่องอำนวยความสะดวก  ชุมชน และผู้เรียน

องค์ประกอบของวิธีระบบ

            โดยทั่วไปวิธีระบบมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการคือ
            1)  ข้อมูลป้อนเข้า (input)  ได้แก่ วัตถุดิบ  ปัญหา   ความต้องการ  ข้อกำหนดกฎเกณฑ์  
            2)  กระบวนการ (process) ได้แก่ วิธีการปฏิบัติงานอย่างเป็นขั้นตอนซึ่งอาจเป็นวิธีใดก็ได้                             
            3)  ผลลัพธ์ (output) ได้แก่ ผลงานที่ได้มาจากการวางแผนและการดำเนินงาน
                องค์ประกอบทั้งสามประการสามารถเขียนเป็นแบบจำลองได้หลายวิธี  ดังแผนภูมิต่อไปนี้

แบบจำลองแนวนอน
แบบจำลองแนวตั้ง
การประยุกต์ใช้วิธีระบบกับกระบวนการผลิต  การใช้  และการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน  สามารถทำได้ดังแนวทางต่อไปนี้

                การผลิต (Production)

การผลิตสื่อการเรียนการสอน เป็นขั้นตอนการสร้างสรรค์วัสดุอุปกรณ์หรือวิธีการให้มีคุณภาพดี ใช้งานได้เหมาะสมกับเนื้อหา  วัตถุประสงค์  และลักษณะธรรมชาติของผู้เรียน  การผลิตสื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบสามารถจำแนกกระบวนการตามแบบจำลองวิธีระบบได้ดังนี้



จากแผนภูมิแสดงกระบวนการผลิตสื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ  แสดงให้เห็นถึงการวางแผน  การดำเนินงานและการตรวจสอบประเมินผลอย่างเป็นขั้นตอน  ซึ่งอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
1.  ข้อมูลป้อนเข้า (Input) สิ่งควรนำมาพิจารณาที่เป็นข้อมูลในการผลิตสื่อการเรียนการสอนได้แก่  ปัญหา  วัตถุประสงค์  ความต้องการในการผลิต  วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต  ความสะดวกและความชำนาญด้านเทคนิค  ในขั้นนี้ควรตอบคำถามเพื่อนำไปสู่การป้องกันและการแก้ปัญหาในการผลิตอย่างได้ผลคือ  จะผลิตสื่ออะไร  สื่อนั้นจะใช้กับเนื้อหาอะไร  เพื่อวัตถุประสงค์อะไร  มีความจำเป็นในการผลิตมากน้อยเพียงใด  ต้องใช้เวลาในการผลิตมากน้อยเพียงใด  สามารถใช้สื่ออื่นทดแทนได้หรือไม่  มีวัสดุอุปกรณ์หรือวัตถุดิบอะไรบ้าง  สื่อที่จะผลิตต้องใช้ความชำนาญด้านเทคนิคสูงเพียงใด  หากจำเป็นต้องใช้เทคนิคสูงจะประสานงานกับผู้ชำนาญการอย่างไร  ต้องลงทุนมากน้อยเพียงใด   มีความคุ้มค่าในการผลิตหรือไม่
2.  กระบวนการ (Process)  เป็นขั้นตอนในการลงมือผลิตสื่อการเรียนการสอนตามที่ได้ออกแบบและวางแผนไว้อย่างดีแล้ว  สิ่งจำเป็นในขั้นการผลิตสื่อการเรียนการสอนให้มีคุณภาพดีและมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ถูกต้อง  ได้แก่  ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา  นักเทคโนโลยีการศึกษา  และช่างเทคนิคเฉพาะทาง เช่น งานช่าง  งานศิลปะแขนงต่าง ๆ เช่น จิตรกรรม  ประติมากรรม  วรรณกรรม  นาฏศิลป์  ดนตรี  การออกแบบประยุกต์ศิลป์เช่น  การถ่ายภาพนิ่ง  การถ่ายภาพวีดิทัศน์  งานหัตถศิลป์  งานออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์  เป็นต้น
3.   ผลลัพธ์ (Output)  หมายถึงสื่อการเรียนการสอนที่ได้จากการวางแผนและผลิตขึ้นมาอย่างเป็นระบบ สื่อการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์เสร็จแล้วควรได้รับการตรวจสอบด้านคุณภาพ เช่น ความคงทน  ความคล่องตัวในการใช้งานและเก็บรักษา   ด้านประสิทธิภาพในการใช้งาน เช่น ความเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาวัตถุประสงค์  และการกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ หากพบข้อบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งของสื่อที่ผลิตขึ้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Feedback) เพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้สื่อการเรียนการสอนนั้นได้ทุกขั้นตอน
             

การใช้ (Presentation) 

           การใช้สื่อการเรียนการสอนเป็นขั้นการแสดงสื่อในขณะทำการสอนหรือถ่ายทอดเนื้อหาสาระของบทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์    การใช้สื่อการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรคำนึงถึงขั้นตอนย่อย ๆ ตามลำดับคือ  การเลือก  การเตรียม  การใช้   การประเมินผล  และการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง  ซึ่งแต่ละขั้นตอนสามารถจัดเป็นระบบได้ดังนี้
            1.  ข้อมูลป้อนเข้า (Input) เริ่มจากการเลือก (Selection) ในขั้นนี้ครูผู้สอนต้องมีความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของเนื้อหาบทเรียน  เทคนิควิธีสอน  และธรรมชาติของสื่อการเรียนการสอนแต่ละชนิดเป็นอย่างดี  จากนั้นจึงเป็นการเตรียมองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการใช้สื่อการเรียนการสอน ได้แก่    การเตรียมครูผู้สอน  สื่อการเรียนการสอนที่เลือกไว้แล้ว  ผู้เรียน  และชั้นเรียน  เป็นต้น 
            2.   กระบวนการ (Process) เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วจึงลงมือใช้สื่อการเรียนการสอนตามแผนที่วางไว้อย่างมั่นใจ  เป็นขั้นเป็นตอนอย่างต่อเนื่อง  ใช้ได้เหมาะสมกับเวลาไม่ช้าหรือรวดเร็วเกินไป  ไม่ยืนบังสื่อในขณะใช้ประกอบการเรียนการสอน  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ไม่ควรนำมาแสดงให้ผู้เรียนเห็นก่อนถึงเวลาใช้  เมื่อใช้เสร็จแล้วควรเก็บสื่อให้เรียบร้อยทันที่
            3.   ผลลัพธ์  (Output)  เป็นขั้นการวิเคราะห์ผลการใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนว่าได้ผลดีเพียงใด  ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่  สิ่งที่ควรพิจารณาในขั้นนี้ได้แก่ คุณภาพและประสิทธิภาพของสื่อ  เทคนิคและขั้นตอนในการใช้สื่อของครูผู้สอน

จากแผนภูมิแสดงการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบแสดงให้เห็นว่าสื่อการสอนให้เกิดประโยชน์และคุณค่ามากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของสื่อแต่ละชนิด  จุดมุ่งหมายของเนื้อหา ความสามารถของผู้เรียน เทคนิคการสอน และวิธีใช้สื่อการเรียนการสอนของครู   การใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบควรมีขั้นตอนดังนี้
            
 การเก็บรักษา (Storage)
            การเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การค้นหาหรือหยิบมาใช้ได้สะดวกรวดเร็ว  ทั้งยังช่วยในการตรวจสอบได้ง่าย  ประหยัดเวลา  สื่อการเรียนการสอนบางชนิดต้องเก็บให้ปลอดภัยจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ  เช่น  ความชื้น  ความร้อน  ฝุ่นละออง  เป็นต้น  การเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบทำได้ดังนี้


จากแผนภูมิแสดงการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
1.  ข้อมูลป้อนเข้า (Input)  เป็นขั้นการวางแผนในการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอนที่หลังจากการผลิตและการใช้สื่อการเรียนการสอนนั้นเรียบร้อยแล้ว  โดยการพิจารณาวิเคราะห์ปัญหา วัตถุประสงค์ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษา
2.   การดำเนินการ (Process) หลังจากการพิจารณาและวางแผนไว้แล้วก็ดำเนินการเก็บสื่อการเรียนการสอน  ซึ่งอาจจำแนกตามรายวิชา  จำแนกตามลักษณะของสื่อ  เช่น  สื่อ 2 มิติ  สื่อ 3 มิติ  จำแนกตามคุณสมบัติของสื่อเช่นสื่อวัสดุ  สื่ออุปกรณ์  สื่อกิจกรรม  เป็นต้น
       3.  ผลลัพธ์ (Output) เมื่อมีการดำเนินงานเก็บสื่อการเรียนการสอนตามแผนที่วางไว้เป็นอย่างดีแล้ว  ทำให้สามารถเลือกใช้สื่อไปใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนและนำกลับมาเก็บได้อย่างสะดวก  นอกจากนี้หากพบข้อบกพร่องใด ๆ ก็สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ถูกต้อง 

การวางแผนในการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ

            การวางแผนอย่างเป็นระบบในการใช้สื่อการเรียนการสอนจะช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น  ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น  การวางแผนในการใช้สื่อการเรียนการสอนทำได้หลายวิธี  การใช้รูปแบบจำลองที่เรียกว่า The ASSURE model เป็นอีกแบบหนึ่งที่ครูผู้สอนสามารถนำไปเป็นแนวทางได้ดังขั้นตอนต่อไปนี้
           A nalyze  Learner  Characteristics          การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน
          S tate  Objectives                           การกำหนดวัตถุประสงค์
          S elect, Modify, or Design Materials         การเลือก  การดัดแปลง  หรือการออกแบบใหม่
          U tilize  Materials                            การใช้สื่อ
          R equire  Learner  Response                 การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน
          E valuation                                  การประเมินผล
           
            การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน (Analyze  Learner  Characteristics)   ผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของการจัดการศึกษาหรือการเรียนการสอน  ผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้แตกต่างกัน  การใช้สื่อการเรียนการสอนให้ได้ผลดี  ต้องคำนึงถึงธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสำคัญ  เช่น  วัย  เพศ  ระดับการศึกษา  สังคม  วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ  ความเชื่อ  การเลือกเนื้อหาบทเรียนและสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียนจะช่วยกระตุ้นความสนใจและทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น  เช่น  ผู้เรียนที่มีทักษะในการอ่านต่ำควรใช้ประเภทรูปภาพ  ภาพวีดิทัศน์  กิจกรรมต่าง ๆ  แต่ไม่เน้นสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ  ตำรา  หรือหากผู้เรียนมีระดับการเรียนรู้ต่างกันมาก  อาจใช้สื่อการเรียนการสอนประเภทบทเรียนโปรแกรม  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ชุดการสอนรายบุคคล  เป็นต้น

             การกำหนดวัตถุประสงค์ (State Objective) เป็นความต้องการที่ตั้งไว้เพื่อที่จะให้ผู้เรียนเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากการใช้สื่อการเรียนการสอนหรือกิจกรรมการเรียนการสอน  การกำหนดวัตถุประสงค์แต่ละเนื้อหาบทเรียนควรให้ครอบคลุมการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้
            2.1  ด้านสมอง หมายถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาบทเรียนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้  ความจำ  ความเข้าใจ  การนำไปใช้  การวิเคราะห์  การสังเคราะห์  การตัดสิน 
            2.2  ด้านจิตใจ  หมายถึงการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหาบทเรียน  เช่น  ความชอบ  ซาบซึ้ง  การเห็นคุณค่า  การรู้จักลำดับคุณค่า  การยึดมั่นในคุณค่า
            2.3   ด้านทักษะหรือความชำนาญ  หมายถึงการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทั้งด้านการใช้สมองและความรู้สึกอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์สูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์  ดังนั้นการใช้สื่อการเรียนการสอนจึงควรกระทำเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะโดยการเลียนแบบ  การทำได้ด้วยตนเอง  การทำได้อย่างแม่นยำ  การทำได้อย่างละมุนละม่อม  การทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แนวทางในการกำกับให้การเรียนรู้เป็นไปตามวัตถุประสงค์  ควรมีข้อกำหนดดังนี้
1.   การกระทำ (Performance) เป็นข้อกำหนดพฤติกรรมของผู้เรียนที่คาดว่าผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้างภายหลังจากการเรียนแล้ว
2.  เงื่อนไข (Conditions)  เป็นวิธีการหรือข้อกำหนดที่ใช้ในการจูงใจ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์
3.  เกณฑ์ (Criteria) เป็นมาตรการหรือข้อกำหนดในการวัดว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์นั้นหรือไม่

การเลือก  ดัดแปลง  หรือออกแบบสื่อ (Select, Modify, or  Design  Materials) การที่จะได้สื่อที่เหมาะสมมาใช้ประกอบการเรียนการสอนสามารถทำได้ 3 วิธี คือ
1. การเลือก หมายถึงการเลือกสื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่แล้วให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอน  การเลือกสื่อให้ได้ผลดีควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่  ลักษณะของผู้เรียน  จุดมุ่งหมายของบทเรียน  วิธีสอน  ข้อจำกัดเฉพาะของสื่อแต่ละชนิด  เช่น  ความบอบบาง  ความยุ่งยากสลับซับซ้อนในการใช้งาน  ความปลอดภัย  ขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป เป็นต้น
2.  การดัดแปลง หมายถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับเนื้อหา วิธีสอน วัตถุประสงค์  และลักษณะของผู้เรียน เช่น  การตัดต่อสื่อภาพวีดิทัศน์  การเรียงภาพสไลด์ใหม่  การรวมภาพจากโปรแกรมพาวเวอร์พอยท์หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่องใหม่   การดัดแปลงสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพควรพิจารณาข้อจำกัดต่าง ๆ  เช่น  ความยุ่งยากทางเทคนิค   คุณสมบัติของวัสดุ  การเปรียบเทียบคุณค่าหรือประโยชน์ของสื่อที่ถูกดัดแปลงหับสื่อเดิม
3.  การผลิต  เป็นวิธีสุดท้ายหลังจากครูผู้สอนไม่สามารถเลือกหรือดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วได้  การผลิตสื่อการเรียนการสอนให้ได้ผลดีมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เช่น  ลักษณะของเนื้อหาบทเรียน  จุดมุ่งหมายของบทเรียน  ลักษณะของผู้เรียน  ค่าใช้จ่าย  ความชำนาญด้านเทคนิคเฉพาะ  เวลา  ความพร้อมของอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
        4.   การใช้สื่อ  เป็นขั้นการแสดงสื่อประกอบการเรียนการสอนจริง ซึ่งครูผู้สอนต้องใช้เทคนิคและหลักการให้ดีที่สุด  เช่น  ใช้สื่อตามแผนที่เตรียมไว้  ขณะใช้สื่อต้องหันหน้าเข้าหาผู้เรียนเสมอ ใช้อย่างต่อเนื่องและคล่องแคล่ว  ไม่ใช้เวลานานหรือเร็วเกินไป  ใช้สื่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น  ไม่ยืนบังในขณะใช้สื่อ  การชี้สื่อควรใช้วัสดุไม่ควรใช้นิ้วมือชี้  ต้องเตรียมติดตั้งสื่อไว้ล่วงหน้า  จัดสภาพแวดล้อมหรือสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้เรียบร้อย  สื่อประเภทกิจกรรมต้องให้ผู้เรียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึง  กำหนดกิจกรรมต่อเนื่องเช่นการศึกษาค้นคว้า การอภิปราย  การจัดป้ายนิเทศ  เป็นต้น

      การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน (Require Learner Response) กระบวนการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนตอบสนองต่อสื่อและเนื้อหาบทเรียน  การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียนขึ้นอยู่กับชนิดของสื่อและวัตถุประสงค์ของเนื้อหาบทเรียน  เช่น ก่อนให้ผู้เรียนชมภาพยนตร์ครูผู้สอนควรเล่าเค้าโครงเรื่องอย่างย่อ ๆ และกำหนดปัญหาเพื่อการตอบสนองของผู้เรียนเป็นช่วง ๆ หรืออาจให้ผู้เรียนชมภาพยนตร์จนจบแล้วอภิปรายในภายหลังก็ได้  ส่วนการใช้สื่อสิ่งพิมพ์จำพวกหนังสือ อาจให้ผู้เรียนอภิปรายได้ทันทีเมื่ออ่านจบหรือกำหนดให้ทำกิจกรรมต่อเนื่องเช่นการจัดป้ายนิเทศ  การจัดนิทรรศการ  การทายปัญหา  เป็นต้น  ไม่ว่าจะกำหนดการตอบสนองของผู้เรียนเป็นรูปแบบใด  ครูผู้สอนต้องให้การเสริมแรงทันทีทันใดเสมอ

      การประเมิน (Evaluation) การประเมินการใช้สื่อการเรียนการสอนสามารถทำได้ 3 ลักษณะ  คือ
1. การประเมินกระบวนการสอน   เพื่อให้ทราบว่าการใช้สื่อการเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอน ได้แก่ ครูผู้สอน  สื่อการเรียนการสอน  ผู้เรียน  เนื้อหาบทเรียน  และวิธีสอน การประเมินสามารถทำได้ทั้งก่อนสอน  ระหว่างสอน  และหลังการสอน
2.  การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน  เพื่อให้ทราบว่าการใช้สื่อการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนเรียนรู้มากน้อยเพียงใด  อาจทำได้ด้วยการสังเกตความสนใจ  การทดสอบ  การตอบปากเปล่า  การตรวจผลงานของผู้เรียน  เป็นต้น 
3.   การประเมินสื่อและวิธีการสอน   การประเมินสื่อควรพิจารณาเกี่ยวกับคุณภาพของสื่อได้แก่ความคล่องตัว  ความแข็งแรง  และประสิทธิภาพในการใช้งานทีสามารถดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้เป็นอย่างดี  ส่วนวิธีสอนประเมินความเหมาะสมของวิธีสอน และเนื้อหาว่าสอดคล้องกับสื่อการเรียนการสอนเพียงใด ซึ่งอาจให้ผู้เรียนวิจารณ์หรืออภิปรายถึงเทคนิควิธีสอนและการใช้สื่อการเรียนการสอนว่าเหมาะสมหรือไม่มากน้อยเพียงใด

การจัดระบบการเรียนการสอน

            เกอร์ลัคและอีลี (Gerlack  & Ely, 1971 : 13 – 29) ได้เสนอแบบของการจัดระบบการสอนแบบหนึ่ง  ซึ่งมีองค์ประกอบ  10  ประการ  ดังนี้
                1.   การกำหนดจุดมุ่งหมาย  ต้องเป็นจุดมุ่งหมายที่สามารถวัดหรือสังเกตการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนได้
                2.  การกำหนดเนื้อหา  โดยทั่วไปการกำหนดเนื้อหาต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายธรรม   ชาติของผู้เรียน  สภาพสังคมและท้องถิ่น  ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้จริง
                3.   การพิจารณาพื้นฐานเดิมของผู้เรียน  ก่อนทำการสอนผู้สอนต้องรู้พื้นฐานเดิม  ความสนใจ  ความถนัดและความพร้อมของผู้เรียนโดยวิธีต่าง ๆ เช่น  การใช้ระเบียนสะสมเป็นบันทึกประจำตัวของผู้เรียนแต่ละคน   การใช้ข้อสอบเพื่อทดสอบความสามารถของผู้เรียนก่อนที่จะเรียน
                4.   การเลือกวิธีสอน  เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้  ควรพิจารณาแนวทางในการเลือกวิธีสอนดังนี้คือ  การบรรลุจุดมุ่งหมายโดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดจากครูผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว  การบรรลุจุดมุ่งหมายโดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดขึ้น  ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน  การบรรลุจุดมุ่งหมายโดยให้ผู้เรียนทำงานเองตามลำพัง
                5.   การจัดกลุ่มผู้เรียน  การจัดกลุ่มผู้เรียนให้เหมาะสมกับวิธีสอนและสื่อการสอน  อาจแบ่งได้เป็น  3  กลุ่มคือ  กลุ่มใหญ่  จำนวนตั้งแต่ 100  คนขึ้นไป  ลักษณะการสอนเป็นแบบบรรยาย  การกำหนดกิจกรรมเป็นกลุ่ม  สื่อการสอนควรใช้เครื่องขยายเสียง  สื่อสิ่งพิมพ์  โทรทัศน์  ภาพยนตร์  วิทยุกระจายเสียง  เป็นต้น  กลุ่มย่อย  ตั้งแต่  30 – 50 คน ลักษณะการสอนเป็นแบบบรรยาย  การสาธิต  การทดลอง  การอภิปราย  ศูนย์การเรียน  เป็นต้น   การเรียนเป็นรายบุคคล  เป็นการส่งเสริมการเรียนด้วยตนเอง  โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ชุดการเรียนรายบุคคล  คอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เป็นต้น
                6.   การกำหนดเวลา  การใช้เวลาในการสอนขึ้นอยู่กับส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบ  เช่น  จุดมุ่งหมายของการสอน  เนื้อหาบทเรียน  พื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน  วิธีสอน  ขนาดของกลุ่มผู้เรียนและอื่น ๆ อีก
                7.   การกำหนดสถานที่ 







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น